2007/May/31

......สวัสดีครับทุกๆท่านยินดีต้อนรับเข้าสู่บล๊อกอันแสนวิเศษของผมอีกครั้งนะครับ มาครั้งนี้ห่างไปเพียงอาทิตย์เดียวก็กลับมาอัพให้หายคิดถึงกัน เนื่องจากผมได้หยุดทำงานพิเศษเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงมีเวลามานั่งอัพให้ทุกคนอ่านกันครับ

......จบการทำงานพิเศษครั้งนี้ผมได้อะไรดีๆกลับมาหลายอย่าง อย่างพวกวิชาความรู้ที่พวกพี่ๆสอนตอนที่ทำงาน เงินเดือน ของกิน(ฟรี) แต่สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดในการทำงานครั้งนี้ก็คือน้ำใจและมิตรภาพดีๆที่พวกพี่ๆมีให้กับผม ขอบคุณพี่โอ๊ต พี่ทูน พี่เก๋ พี่เหมียว พี่อุ๊ พี่แนน พี่โป้ง พี่เสริม พี่ไพทูน พี่แล๊ป พี่แบ๊ค และสุดท้ายขอบคุณพี่นัมที่พาผมเข้ามาในที่อันแสนวิเศษแห่งนี้ครับ ขอบคุณทุกๆคนครับ อวยพรผ่านบล๊อกให้พี่ๆมีความสุขโชคดีกับเรื่องงานแล้วก็เรื่องส่วนตัวด้วยนะครับ

....

...

..

.

......เรื่องที่ผมจะอัพในเอนทรี่นี้เกี่ยวกับบุคคลในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นคนหนึ่ง เขาเป็นคนที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยของญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ถ้าบางคนที่อ่านการ์ตูนหรือรู้ประวัติศาสตร์การปกครองของญี่ปุ่นมาบ้างน่าจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของเขามาบ้าง เขาก็คือ "เรียวมะ ซาคาโมโต้"

รูปถ่ายซาคาโมโต้ เรียวมะ

......มารู้จักกับประวัติของเขากันเลยนะครับ

เรียวมะ ซาคาโมโต้ เกิดวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2378 ที่โทสะ เมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่น ช่วงชีวิตของเรียวมะอยู่ในยุคเอโดะ (พ.ศ.2143-2410) อันเป็นยุคที่ญี่ปุ่นอยู่ใต้อำนาจปกครองของตระกูลโตกุกาวะ โดยโชกุนโตกุกาวะ อิเอยะสึ ผู้ดำเนินนโยบายปิดประเทศจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิงในปี 2182 เพื่อรักษาเสถียรภาพของโครงสร้างทางสังคมและการเมืองที่เขาสถาปนาขึ้น ซึ่งสวนทางกับแนวความคิดของเรียวมะชนิดขาวกับดำ

เขาต้องการเห็นความเท่าเทียมของทุกชนชั้นในสังคมญี่ปุ่น อายุ 14 ปี ฝึกดาบและอาวุธ ก่อนเป็นซามูไรผู้ฝึกสอน ต่อมาลงสนามการเมือง เป็นนักเจรจาต่อรองด้านการค้า สนับสนุนให้เปิดประเทศด้วยการเรียนรู้ภาษา แนวคิด เทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศ มุ่งสร้างญี่ปุ่นให้เข้มแข็งด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ แทนการจับดาบขับไล่ชาวต่างชาติเช่นที่ซามูไรยุคนั้นกระทำอยู่ รับความรู้เรื่องเรือดำ (เรือรบ) มาพัฒนากองกำลังของชาติ พยายามกำจัดระบบศักดินา และพัฒนาการค้าของญี่ปุ่น

เรียวมะถูกหมายหัวจากกลุ่มรัฐบาลเพราะจากความคิดที่สวนทางกัน โดยเฉพาะกับกลุ่มชินเซ็นซึ่งเป็นกลุ่มซามุไรชั้นสูงที่ภักดีกับรัฐบาลโชกุน โดยนิสัยส่วนตัวของเรียวมะค่อนข้างจะเป็นคนสบายๆไม่มีพิธีรีตรองเท่าไหร่จึงมักถูกดูถูกจากซามุไรชั้นสูงกว่าเป็นประจำ แต่สิ่งที่เขาทำนั้นเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่มากต่อระบอบการปกครองของญี่ปุ่นในปัจจุบัน

เรียวมะดำเนินการในการหว่านล้อมผู้ใหญ่ในรัฐบาลถึงผลดีในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของญี่ปุ่น ซึ่งก็คือการให้โชกุนคนอำนาจในกับองค์จักรพรรดิ์ ด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวดของเรียวมะและหลายๆฝ่ายที่ต้องการความเท่าเทียมกันในสังคมมิใช่แบ่งชนชั้นเหมือนที่เป็นอยู่ ในที่สุดโชกุนอิเอะโมจิกับโชกุนโยชิโนบุก็ยอมคืนอำนาจให้กับองค์จักรพรรดิ์ในที่สุด นับว่าเป็นความสำเร็จที่ดีที่สุดในชีวิตของเรียวมะเลยก็ว่าได้

หลังจากโชกุนคืนอำนาจเสร็จเรียวมะก็ทำการร่างผู้ที่จะขึ้นมาบริหารงานราชการของรัฐบาลชุดใหม่ซึ่งเป็นประชาธิปไตยโดยเลือกจากผู้นำและผู้มีความสามารถจากกลุ่มปฏิวัติในตอนนั้น แต่สิ่งที่น่าสังเกตุเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ก็คือแม้เรียวมะจะเป็นผู้เขียนร่างรัฐบาลชุดนี้ขึ้มมาเองแต่ในร่างนั้นกลับไม่มีชื่อเขาในตำแหน่งใดๆเลย ซึ่งตรงนี้ทำให้เหล่าผู้นำกลุ่มต่างๆนับถือในตัวเรียวมะที่ทำเพื่อบ้านเมื่องจริงๆโดยไม่เป็นแก่ลาภยศสรรเสริญและต่างก็เห็นดีกับร่างรัฐบาลชุดนี้ของเรียวมะ

ในปัจจุบันเรียวมะถูกนับถือว่าเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล หัวการค้าไม่ยึดติดและมีอิสระในความคิด ทำเพื่อให้องค์กรณ์มุ่งไปสู่ความสำเร็จอย่างเต็มที่ มุจึ มุเนะมิสึ เพื่อนรุ่นเดียวกับเรียวมะภายหลังได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศภายใต้คณะรัฐมนตรีที่ 2 ของอิโต้ ผู้เป็นตำนานของนักการทูตญี่ปุ่นที่รับมือกับนักการทูตของประเทศมหาอำนาจมาแล้วมากมายได้กล่าวชมเชยเรียวมะขณะตนป่วยหนักในปีเมจิที่ 30 ทั้งที่ไม่เคยกล่าวชมใครมาก่อนว่า "ซาคาโมโต้นั้นเป็นบุคคลที่มีความสามารถเป็นเลิศที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการยืดหยุ่นปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์หรือจะเป็นความสามารถในกานใช้วิจารณญาณของตนนำมาใช้โต้แย้งชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตาม...ข้ารู้สึกยินดีจริงๆที่ได้เกิดมาในยุคเดียวกับเขาและได้มายืนอยู่เคียงข้างเขา" มุจึยังกล่าวอีกว่า "ซาคาโมโต้เพียงคนเดียวก็สามารถรวบรวม ซาจึมะ โจชู โดสะ ให้เป็นหนึ่งซึ่งเป็นกำลังสำคัญอันยิ่งใหญ่ที่จะใช้ต่อกรกับรัฐบาลศักดินา...ในขณะเดียวกันเขาก็ดำเนินการผลักดันขุนนางภายในรัฐบาลศักดินาให้ยื่นคืนอำนาจการปกครองเพื่อสันติสุขและชักนำรัฐบาลต่างๆนาๆทำให้ราชสำนักได้ตาสว่างและรับรู้ถึงความจริงว่า ไม่ว่าจะเป็นพวกเชื้อพระวงศ์บุญหนักศักดิ์ใหญ่หรือราชการทั่วไปในระบอบศักดินาต่างก้มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน จึงมิต้องให้มีการหลั่งเลือดของผู้ใดในการปฏิวัตินี้....ทั้งๆที่เขาเป็นเพียงซามุไรที่มิได้รับการแต่ตั้ง....เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเป็นเพียงคนพเนจรจากโดสะเพียงคนเดียว"

ในปี พ.ศ.2410 เรียวมะ ซาคาโมโต้ ก็สิ้นชื่อด้วยน้ำมือมือสังหารไม่ทราบฝ่าย การตายของเขาเป็นชนวนสงครามบากุฝุที่นำสู่การจบสิ้นอำนาจของตระกูลโตกุกาวะที่ครอบงำญี่ปุ่นยาวนานกว่า 400 ปี และถวายอำนาจอธิปไตยทั้งมวลคืนพระจักรพรรดิในการปฏิรูปเมจิ

ว่ากันว่า ซาคาโมโต้ เรียวมะ เป็นผู้สืบทอดวิชาดาบสายโฮคุชินแห่งสำนักชิบะอันเลื่องชื่อ แต่ในยุคที่มีแต่ความวุ่นวายนี้ แม้ต้องฝ่าฟันอันตรายแค่ไหนเขาก็ไม่เคยชักดาบออกมาเพื่อฆ่าคนเลยสักครั้งเดียว

..............................

ในมุมมองของคนที่อาจไม่รู้จริงอย่างผม ผมมองถึงการเมืองบ้านเราซึ่งเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 จนมาถึงบัดนี้ยังหาความแน่นอนไม่ได้หรือมันอาจจะผ่านยุคสมัยนั้นมาแล้ว ซึ่งยุคนี้อาจเป็นยุคเสื่อมถอยของการเมืองไทยก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคงมาจากรากฐานการศึกษาและนิสัยของคนไทยที่รักสบายจนเกินไป

แม้มองย้อนไปในอดีตประชาธิปไตยที่เราได้มานั้นก็เป็นเพียงการตัดสินใจของคนมีการศึกษาเพียงกลุ่มเดียวเท่านั้นแม้จะเป็นผู้มีอำนาจในบ้านเมืองก็เถอะ แต่ประชาชนรากหญ้าส่วนใหญ่ไม่ได้เดือดร้อนหรือออกมาเรียกร้องแต่อย่างใด แถมในตอนนั้นความรู้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตยก็ค่อนข้างจะไม่เป็นที่รู้จักกันนัก (เทียบจากเรื่อง สี่แผ่นดิน) เพราะฉะนั้นรากฐานของประชาธิปไตยของเราจึงไม่แข็งแรง ประชาชนมักถูกหว่านล้อมโดยผู้ที่อยู่วางอำนาจสูงกว่าได้ง่ายแม้จะเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ตามที มาถึงยุคสมัยนี้แม้ความคิดความอ่านของเราจะก้าวหน้าไปมากแต่ก็ไม่สามารถเข้าใจถึงสิทธิหน้าที่ของตนได้อยู่ดี การวางรากฐานทางด้านความรู้ในด้านประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แค่บอกปากเปล่าหรือแค่เขียนในหนังสือแบบเรียนเท่านั้น แต่คือการแสดงออกมาให้เป็นเป็นรูปธรรม

สิ่งที่ผมเขียนนี้อาจจะเป็นการยกย่องชาวต่างชาติมากไป แต่ถ้าคนไทยทำได้อย่าง ซาคาโมโต้ เรียวมะ ได้สักครึ่งนึงทุกคน ประเทศชาติคงสงบสุขและพัฒนาไปมากกว่านี้ ไม่ใช่จ้องแต่จะเอาแต่ผลประโยชน์หรือหวังจะจับผิดกันเพียงอย่างเดียว แต่เราน่าจะมาทำเพื่อประเทศชาติโดยไม่หวังลาภยศเงินทองหรือสิ่งตอบแทนใดๆซึ่งนั้นก็เป็นหน้าที่ของคนในชาติทุกคน เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราทำให้ประเทศชาติเจริญและสงบสุข ประเทศชาติจะคืนกำไรเหล่านั้นให้เราเองตามธรรมชาติ

เรื่องราวการบ้านการเมืองที่ทุกคนคิดว่าจบลงแล้ว บางครั้งมันอาจจะยังไม่จบ คนที่หวังร้ายกับประเทศชาติเราก็อย่าต้อนรับ คนที่หวังดีเราก็ควรช่วยเหลือและอย่าลืมเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านไปแล้วเด็ดขาด เพราะเมื่อคนเราเจ็บแล้วไม่จำ ความเจ็บนั้นจะมาเล่นงานเราได้เสมอๆ สุดท้ายนี้ผมอยากตั้งคำถามกับชาวไทยทุกคนว่า....

พวกคุณพร้อมจะเป็นประชาธิปไตยกันแค่ไหน?

"ข้าอยากให้ทุกคนออกท่องสมุทรที่กว้างใหญ่ ขานรับสายลมแห่งอิสระ"

{ซาคาโมโต้ เรียวมะ : ยอดซามุไรจากแค้วนโทสะผู้ขานรับเสียงแห่งอิสระแห่งประชาธิปไตยและบุคคลสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองญี่ปุ่น}

.

.

อิสระภาพแห่งความงาม

สุขภาพแข็งแรงนะครับ

Comment

Comment:

Tweet


#205 by (179.184.70.7|148.251.92.48, 179.184.70.7) At 2014-06-26 13:26,
#204 by (41.151.223.129|10.9.0.1, 41.151.223.129) At 2014-04-18 10:57,
#203 by (150.254.191.80|150.254.191.80) At 2014-04-17 18:21,
9uZbVX <a href="http://oahnzuwxvdvb.com/">oahnzuwxvdvb</a>, elzqpakugqfk, [link=htt